QE คืออะไร และการลด QE หรือ Tapering จะส่งผลอย่างไร?

มกราคม 14, 2022 20:45 UTC
Reading time: 10 minutes

QE คืออะไร กลายเป็นคำถามที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง จากเดิมเป็นเพียงหัวข้อที่พูดคุยกันในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์และผู้ที่สนใจด้านการลงทุน แต่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ สื่อกระแสหลักมีการรายงานกันอย่างต่อเนื่องว่า มาตรการ QE เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาหมูแพงขึ้นจนน่าตกใจ คนจำนวนมากกล่าวโทษ QE ว่าทำให้ค่าครองชีพของเราสูงขึ้น

แต่บทความเศรษฐศาสตร์ทั่วไป มักมีคำศัพท์ไม่คุ้นตา เช่น Quantitative Easing, QE Tapering, Federal Reserve, Unwinding ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการเรียนรู้ เราจึงได้เขียนบทความนี้ เพื่ออธิบายเรื่อง QE ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่ QE คืออะไร ตลอดจนเราจะรับมือกับมันได้อย่างไรบ้าง เนื้อหาเหมาะกับบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ

QE คืออะไร

QE คือ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ย่อมาจากคำว่า Quantitative Easing เป็นวิธีการรูปแบบหนึ่งใน "นโยบายทางการเงิน" ที่ธนาคารกลาง (แบงค์ชาติ) ใช้ในการจัดการเศรษฐกิจในภาพรวมให้มีเสถียรภาพ โดยในกรณีของมาตรการ QE นั้น จะเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพเมื่อเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว ซบเซา หรือพูดอีกอย่าง คือเราใช้ QE ในการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ทำไมต้องทำ QE

ในเบื้องต้นเราได้อธิบายแล้วว่า มาตรการ QE ถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ แต่การจะเข้าใจในกลไกของมันว่า ทำไมต้องทำ QE เราก็ต้องเข้าใจภาพรวมของ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อน" โดยพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประชาชนต้องมีรายได้จากการทำงาน และนำรายได้นั้นไปจ่ายใช้เพื่อสินค้าจากภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจก็จะนำรายได้จากประชาชนกลับไปผลิตสินค้าอีกครั้ง

เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เร็วขึ้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยของตลาดอยู่ในระดับที่ต่ำ เพราะดอกเบี้ยต่ำ แปลว่า การกู้เงินก็มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องใช้คืนต่ำ ส่วนฝั่งคนที่ฝากเงินไว้กับธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งนั่นทำให้เกิด "แรงจูงใจ" ทั้งฝั่งคนกู้และคนฝากเงิน โดยธุรกิจมีแนวโน้มจะอยากขอสินเชื่อเพื่อนำไปทำธุรกิจ ซึ่งก็ทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจ ส่วนประชาชนทั่วไปก็ไม่อยากฝากเงินกับธนาคารไว้ เพราะได้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิด "แรงจูงใจ" ที่จะออกไปจับจ่ายใช้สอยมากกว่า ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น จะเห็นว่า ดอกเบี้ยต่ำ ๆ จะเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเหตุผลที่ต้องทำ QE ก็เพราะมาตรการ QE ส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดต่ำลง ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของสินเชื่ออย่างที่ได้อธิบายไป คำถามที่คาใจของหลายคน คือ QE ทำให้ดอกเบี้ยลดลงได้อย่างไร ในหัวข้อต่อไปจะอธิบายกลไกของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณนี้

QE ทำงานอย่างไร

มาตรการ QE หรือ Quantitative Easing คือ การที่ธนาคารกลางเข้าไปซื้อ "สินทรัพย์ทางการเงิน" ในปริมาณมหาศาลจากผู้ถือครองสินทรัพย์ดังกล่าว โดยเน้นไปที่กลุ่ม "ตราสารหนี้" เนื่องจากจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยของตลาดโดยตรง โดยจะเข้าไปซื้อจากกลุ่มสถาบันการเงินและการธนาคาร, บริษัทประกันภัย และกองทุนรวม หรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุต่าง ๆ

ตราสารนี้ส่วนใหญ่จะเป็น "พันธบัตรรัฐบาล" เนื่องจากมีมูลค่าตลาดมหาศาล ทำให้ธนาคารกลางสามารถเข้าซื้อครั้งละจำนวนมาก ๆ อย่างกรณีล่าสุดในปี 2021 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ ทำ QE ด้วยการซื้อพันธบัตรเดือนละ $80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทั้งนี้ จะมีการเข้าซื้อตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น หุ้นกู้ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ รวมถึงตราสารที่มีการผูกเข้ากับสินเชื่อบางประเภท เช่น MBS ซึ่งจะได้อธิบายในหัวข้อถัด ๆ ไป

กรณีของ Mortgage-backed security (MBS) เป็นตราสารหนี้ที่มีการผูกกับ "สินเชื่อ" อยู่อีกทอดหนึ่ง เช่น สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันในการจำนอง ซึ่ง MBS ประเภทนี้มีมูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก (แน่นอนว่าเป็นเพราะคนกู้ซื้อบ้านเยอะมาก) ทำให้การทำ QE ด้วยการซื้อ MBS ของธนาคารกลางเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการพยายามแทรกแซงอัตราดอกเบี้ยของตลาด

QE ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยอย่างไร

QE ถือว่าเป็นนโยบายการเงินแบบไม่ปกติ แต่ก็หนีไม่พ้นหลักการปกติของ Demand & Supply ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในระบบเศรษฐกิจของทุนนิยม ทั้งนี้ หากธนาคารกลางเข้าซื้อพันธบัตรหนึ่ง ๆ ราคาของพันธบัตรก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกดังกล่าว เมื่อราคาพันธบัตรสูงขึ้น จะไปกดอัตราดอกเบี้ยของตลาดให้ต่ำลง

กลไกของตราสารหนี้อธิบายดังนี้ เมื่อเราเข้าไปถือตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล รัฐบาลจะต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรให้กับผู้ถือพันธบัตรเมื่อครบกำหนดเวลาหนึ่ง ๆ ตัวอย่าง พันธบัตรอาจเขียนตายตัวว่าจะจ่ายดอกเบี้ย 5 บาท หากเราซื้อพันธบัตรมาที่ราคา 100 บาท ก็เท่ากับว่า เราจะได้ดอกเบี้ย 5 บาท หรือ 5%

แต่หากราคาพันธบัตรสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการทำ QE เช่น เราอาจเข้าซื้อพันธบัตรที่ราคา 102 บาท แต่สัญญาของพันธบัตรก็ยังจ่ายเราแค่ 5 บาท เหมือนเดิม ดังนั้น จะเห็นว่า ถ้าเราซื้อพันธบัตรที่ราคา 102 บาท เราจะได้กำไรจริงๆ แค่ 3 บาท

QE ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดต่ำลง ดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดก็จะค่อย ๆ ลดต่ำลงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจเกิดแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเงินไปทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น เกิดการสร้างงานตามมา และนำไปสู่การใช้จ่ายของประชาชนในท้ายที่สุด

การเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการอื่นโดยตรง

เมื่อธนาคารกลางรับซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารเอกชน ก็จะทำให้สินทรัพย์ทางการเงินดังกล่าวนั้นเปลี่ยนสภาพเป็น "เงินสด" ซึ่งหมายถึงธนาคารเอกชนก็จะมีเงินสดเตรียมไว้ปล่อยสินเชื่อให้นักธุรกิจได้ทันที จึงทำให้มาตร QE มีลักษณะเหมือนการ "อัดฉีด" หรือ "แจกเงินสด" ตามภาษาพูดของสื่อทั่วไปนั่นเอง

 

นโยบาย QE มีผลกระทบต่อปริมาณเงินในระบบ กรณีที่ธนาคารกลางเลือกซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารเอกชน จะทำให้ธนาคารเอกชนดังกล่าวมีทุนสำรองและเงินสดเพิ่มมากยิ่งขึ้น ธนาคารเอกชนจะปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งก็คือเรื่อง "กระตุ้นการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ" ที่เกริ่นไว้แต่ต้น

QE กับจิตวิทยาทางเศรษฐกิจ

หัวข้ออธิบาย "ข้อดีของ QE" โดยเป็นมุมมองในเชิงจิตวิทยา อธิบายดังนี้ คือให้ลองจินตนาการก่อนว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้คนหรือบริษัทเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจ และเริ่มรู้สึกว่าการกู้ยืมเงินหรือการไปเป็นหนี้คนอื่นเป็นสิ่งที่อาจจะส่งผลอันตรายของสถานภาพทางการเงินของพวกเขา?

คำตอบก็คือ เมื่อคนไม่มั่นใจในระบบเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของบุคคลและภาคธุรกิจในภาพรวมจะลดลง "การไหวเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเริ่มมีปัญหา" ความต้องการใช้สินค้าและบริการจะลดลง ธุรกิจจากที่เคยขยายตัวก็จะค่อยๆ ชะลอตัวลง ซึ่งสามารถนำไปสู่การลดปริมาณการผลิตและลดจำนวนคนงานลง

จะเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจ และเมื่อใดที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับ "การไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ" มันจะค่อยๆ ส่งผลต่อหน่วยอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ โดยเราอาจสรุปผลลัพธ์ที่สำคัญๆ ได้ดังนี้

  • อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
  • รายได้ของคนในครอบครัว หรือ "ภาคครัวเรือน" ลดน้อยลง
  • และภาคเรือนก็จะใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจน้อยลง

QE จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสภาวะแบบนี้ ย้ำอีกครั้งว่า นโยบาย QE มีผลกระทบต่อปริมาณเงินในระบบ มันจะกระตุ้นการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ และส่งผลในเชิงจิตวิทยาทางเศรษฐกิจด้วย เพราะหากธุรกิจเริ่มใช้จ่าย คนเริ่มรู้สึกว่า "รัฐกำลังอัดเงิน" มีเงินไหลเวียนเยอะ คนจะกล้าใช้จ่าย และทำให้เงินมีการไหลเวียนมากขึ้นจริงๆ ตามที่รู้สึก

QE ป้องกันการ Panic ของประชาชนได้

ตัวอย่างข้างต้นเป็นกรณีของ "ผู้ที่ใช้จ่ายในระบบ" ทั้งตัวบุคคลและธุรกิจ ซึ่งในระบบทุนนิยมครองโลกที่มีธนาคารเป็นใหญ่ คนเหล่านั้นมีสถานะเป็น "ผู้กู้" ในระบบนั่นเอง แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากฝั่งของธนาคารเอง ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นกันที่จะ "ปล่อยสินเชื่อ" แน่นอนว่า การไหลเวียนของเงินในเศรษฐกิจจะลดลงเช่นกัน

สถาบันการเงินอาจมีความกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนมากที่กู้ยืมเงินไปแล้ว แต่ไม่สามารถชำระเงินกู้คืนได้ ซึ่งถ้าหากมีจำนวนมากๆ สถาบันการเงินก็มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายได้เช่นกัน และกรณีแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ Lehman Brothers

จิตวิทยาทางเศรษฐกิจจะทำงาน สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นหากประชาชนเริ่มกังวลถึงสภาพคล่องของธนาคาร จนประชาชนพร้อมใจกันไปถอนเงินออกจากธนาคาร สุดท้าย ธนาคารสามารถล้มละลายได้จากการขาดสภาพคล่องอย่างกระทันหัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อหน่วยเศรษฐกิจอื่นๆ

QE จะเข้ามามีบทบาทต่อสถานการณ์ดังกล่าว อาการ "ตื่นตะหนก" (Panic) ของประชาชนจะถูกบรรเทาลงได้หากประชาชนกลับมารู้สึกอีกครั้งว่า การไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจยังดีอยู่ ธนาคารก็จะไม่เสี่ยงที่จะโดนแห่ถอนการเงิน ระบบเศรษฐกิจก็จะผ่านวิกฤตไปได้ด้วยผลของ QE

สรุปก็คือ Quantitative Easing ส่งผลต่อกลไกเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงๆ รวมถึงส่งผลทางจิตวิทยาต่อประชาชนให้ยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เม็ดเงินส่วนเกินจากการทำ QE ก็มักไหลเข้าไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้น

และนี่คือช่วงขาย! เพราะหากทั่วโลกยังอยู่ในโหมด QE กันอยู่ ตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็น DAX30, SP500, Nikkei ก็ยังคงจะได้อานิสงส์จาก QE อยู่ และคุณก็สามารถทดลองเทรดหรือลงทุนในตลาดหุ้นได้ง่ายๆ ด้วยระบบบัญชีเงินจำลองได้ฟรี ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องเติมเงินเทรดจริงๆ เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

เปิดบัญชีฝึกเทรดฟรี!

ประเทศที่สามารถทำมาตรการ Quantitative Easing

Quantitative Easing เป็นเครื่องมือจัดการเศรษฐกิจที่ใช้เงินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ประเทศเล็กๆ จะออกมาตรการนี้ได้ การทำ QE สามารถเป็นกรณีที่ใช้เงินที่มีอยู่แล้วเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่ต้องการสนับสนุน แต่ในหลายกรณี เช่น มาตรการ QE สหรัฐ มีการ "พิมพ์เงิน" เพิ่มเข้าไปในระบบด้วย

การพิมพ์เงินทำให้สมดุลของปริมาณเงินในระบบเปลี่ยนไป ถ้าไม่ใช่ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะทั่วโลกจะไม่ยอมรับหรือไม่ให้ความเชื่อถือต่อสกุลเงินของประเทศดังกล่าว แต่กรณีของสหรัฐ ได้ "บุญเก่า" จากการที่ U.S. Dollar ถูกใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ การซื้อขาย สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก (Commodity) โดยเฉพาะสินค้าที่มีฟันเฟืองของโลกอุตสาหกรรมอย่าง "น้ำมันดิบ" ก็ยังต้องซื้อขายกันเป็น U.S. Dollar ทำให้แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังพิมพ์เงิน QE อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าทั่วโลกเชื่อมั่นในดอลลาร์ (ไม่ว่าจะเชื่อมั่นอย่างเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) สหรัฐฯ ก็ยังสามารถทำ QE ได้โดยไม่มีปัญหา

  • ความเชื่อถือในสกุลเงินคือสิ่งสำคัญที่ทำให้สามารถทำ QE ได้ ซึ่งนอกจากสหรัฐฯ ก็ยังมีญี่ปุ่น, ยุโรป ที่ทำ QE ออกมาได้โดยที่ทั่วโลกยังยอมรับอยู่

QE ส่งผลปริมาณเงินในระบบ การพิมพ์เงินทำให้ค่าเงินของประเทศที่ออกมาตรการดังกล่าวเสื่อมค่าลง เนื่องจากเงินในระบบมีเยอะจนล้น มูลค่าที่แท้จริงย่อมลดลงนั่นเอง ซึ่งทำให้สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะทองคำ และเพื่อทดสอบความเข้าใจ คุณสามารถทดลองเทรดหรือลงทุนทองคำด้วยระบบบัญชีเงินจำลองได้ฟรี! คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง!

ข้อเสียของการทำ QE

นโยบาย QE มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ด้านดีอย่างเดียว แต่มันส่งผลกระทบต่อมูลค่าเงินของประเทศที่ทำ QE ด้วย มันส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินในระบบ "เงินในระบบมากขึ้น" และตามหลักการของอุปสงค์-อุปทาน ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินลดลง

มูลค่าของเงินลดลง เราวัดได้จากปริมาณเงินเท่าเดิม แต่ซื้อสินค้าได้น้อยลง เกิดสภาวะที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" (Inflation) ทั้งนี้ "ดัชนีเงินเฟ้อ" (CPI) เราวัดจากราคาสินค้าต่างๆ ในตลาดทั้งสำคัญน้อย-มาก เช่น ราคาที่อยู่อาศัย, ข้าวสาร, อาหาร ของกินของใช้ต่างๆ ถ้า CPI เพิ่มสูงขึ้นก็แปลว่า "เงินเฟ้อโต" มูลค่าเงินเราน้อยลง

การทำ QE จะทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถรักษาระดับของเงินเฟ้อไม่ให้เติบโตเร็วเกินไปได้ คือต้องรักษาให้เศรษฐกิจขยายตัว ให้ความเป็นอยู่ของคนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้นจนเงินเฟ้อไม่ได้ส่งผลเสียต่อการใช้จ่าย หรือคนในระบบเศรษฐกิจต้องมีปริมาณเงินมากขึ้นพอๆ กับมูลค่าของมันที่ลดลงอย่างได้สัดส่วน

ข้อเสียของ QE ก็คือ 'เงินเฟ้อ' ดังนั้น การทำ QE ต้องพิมพ์เงินอัดเงินในระดับที่ไม่เร็วเกินไป, ช้าเกินไป หรือมากเกินไป โดยธนาคารกลางจะใช้ CPI หรือดัชนีเงินเฟ้อเป็นมาตรวัดว่า ควรจะทำ QE ต่อไปดีหรือไม่ ควรจะทำในปริมาณเท่าใด โดยทั่วไปมักคุมเงินเฟ้อไว้ในกรอบ 2% ถึง 5% ต่อปี

ประเทศต่างๆ จะกำหนดกรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสมแตกต่างกันไป (ตามแต่การประเมินของธนาคารกลางแต่ละประเทศ) หากเงินเฟ้อสูงเกินไปก็คือมูลค่าเงินที่แท้จริงลดลง แต่หากเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบ ก็อาจหมายถึง "สภาวะเงินฝืด" ซึ่งเป็นอันตรายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากเกิดเงินฝืด ธนาคารกลางก็จะอัด QE เพิ่มเข้าไปอีก

สำหรับการลงทุน เมื่อเงินเฟ้อเติบโตขึ้น สิ่งที่เราควรมองหาคือ "สินค้าโภคภัณฑ์" เช่น ทองคำ, แร่เงิน, น้ำมัน ฯลฯ เพราะสินค้าเหล่านี้อ้างอิงกับค่าเงินหลักของโลกอย่าง U.S. Dollar การทำ QE ทำให้ค่าเงินอ่อนแอลง แต่ส่งผลดีต่อราคาทองคำ, แร่เงิน ซึ่งคุณสามารถทดลองลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ได้ฟรี มีระบบเงินจำลองให้ฝึกเทรด เปิดบัญชีทดลองเทรดได้ฟรีเพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้!

นโยบาย QE มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร

คนที่ตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ " ประเทศแห่งประเทศไทย" หรือ BOT อย่างไรก็ตาม เคยมีงานวิจัยของ BOT หลายๆ ชิ้น (โดยนักวิจัยที่แตกต่างกัน) ให้ความเห็นในทำนองว่า QE จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ QE สหรัฐ หรือยุโรปก็ตาม ไม่ได้ส่งผลที่ชัดเจนต่อเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณามีดังต่อไปนี้

  • QE กับค่าเงินบาท
  • ปฏิกิริยาของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง

มาตรการ QE ส่งผลโดยตรงต่อประเทศที่ทำ QE และเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่า ประเทศที่สามารถออกนโยบายแบบ Quantitative Easing ได้นั้น จะต้องเป็นประเทศที่ได้รับความน่าเชื่อถือจากนานชาติ ซึ่งไม่พ้นประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ยุโรป แต่มันก็ส่งผลอ้อมๆ ต่อประเทศอื่นๆ เช่นกัน

QE ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่บ้าง ประเด็นแรกคือ "ค่าเงินบาท" เพราะเงินบาทอ้างอิงการเคลื่อนไหวกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มาตรการ QE ของสหรัฐ ทำให้ USD อ่อนแอลง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับดอลลาร์

อีกทั้งค่าเงินบาทไทยมีสถานะเป็นกึ่งๆ Safe Haven ของอาเซียน สถิติที่ผ่านมาบอกว่า เม็ดเงินส่วนเกินจากมาตรการ QE จะไหลเข้ามาที่เงินบาทไทยมากกว่าค่าเงินอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของประเทศไทย เพราะสินค้าส่งออกของประเทศไทยจะแพงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

ปฏิกิริยาของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง

การทำ QE ทำให้อัตราดอกเบี้ยของตราหนี้ที่สำคัญของโลก เช่น พันธบัตรสหรัฐ มีการปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินวิ่งไหลเข้ามาที่พันธบัตรและเงินบาทไทย เพราะพันธบัตรไทยให้ดอกเบี้ยดีกว่า ซึ่งต่อเนื่องจากเหตุผลด้านบน ถ้าเงินวิ่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเยอะๆ จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า และทำลายความสามารถในการแข่งขัน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคือผู้ควบคุมเสถียรภาพของเงินบาท ถ้า BOT มองเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยแตกต่างจากประเทศไทยที่ทำ QE มากเกินไป ก็อาจทำให้ BOT เลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง เพราะจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง เพิ่มแรงจูงใจในการกู้เงินไปทำธุรกิจ

ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ QE

การใช้นโยบาย Quantitative Easing เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดด้านนโยบายทางการเงินที่ถูกเสนอโดย Richard Werner ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ในปี 1994 - 1995 โดยในตอนนั้น Richard Werner ทำงานเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่บริษัทหลักทรัพย์ Jardine สาขาโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ความมุ่งหมายของ Richard Werner ในการเสนอนโยบาย QE หรือ Quantitative Easing คือต้องการให้เกิดนโยบายทางการเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้อง "ลดดอกเบี้ย" หรือใช้วิธีแบบดั้งเดิมโดยการแทรกแซงปริมาณเงินของระบบ (Money Supply) เช่น กระบวนการสร้างเงินฝาก, ดึงเงินในระบบผ่านการตั้งอัตราเงินสำรองของธนาคารตามกฎหมาย ฯลฯ ซึ่ง Richard Werner เชื่อว่า วิธีการดั้งเดิมทั้งหมดนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอต่อเศรษฐกิจจริงๆ แต่สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาได้คือมาตรการต่างๆ ที่ทำให้ความสามารถในการปล่อยกู้ของธนาคารเพิ่มขึ้น (Credit Creation)

Richard Werner พยายามอธิบายว่า ปริมาณเงินในระบบส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากธนาคารกลาง แต่เป็น "ธนาคารเอกชน" ผ่านสิ่งที่เรียกว่าตัวทวีคูณทางการเงิน (Money Multiplier) กระบวนการดังกล่าว เช่น ธนาคารเอกชนปล่อยกู้ 100 บาท โดยตัว 100 บาทนี้ เมื่อเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจ อาจกลายไปเป็นเงินฝากของธนาคารเอกชนอื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปปล่อยกู้ได้ใหม่ เมื่อทำต่อไปเป็นทอดๆ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบทบกันขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม Richard Werner อธิบายว่า สิ่งที่เรียกกันว่า Quantitative Easing หรือ QE ซึ่งทำโดยธนาคารกลางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเสนอมาก เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมหาศาล แต่สิ่งที่จำเป็น คือการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารเอกชนมากกว่า

ในปี 2001 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศใช้นโยบาย Quantitative Easing ซึ่งถือเป็นนโยบายทางการเงิน "แบบใหม่" ในสมัยนั้น แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ QE แบบเดียวกับที่ Richard Werner เคยเสนอไว้ เพราะ QE ที่ทำโดย BOJ นั้นประกอบไปด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมา โมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ประสบความเร็จ เพราะไม่สามารถหยุดยั้ง "ภาวะเงินฝืด" (Deflation) ที่ญี่ปุ่นเผชิญมาตลอดทศวรรษได้

ต่อมาในปี 2009 ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้เปิดตัวมาตรการ QE ในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งมาพร้อมกับการ "ลดอัตราดอกเบี้ย" โดยคาดหวังว่า ประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามความพยายามนี้ก็ล้มเหลวเช่นกัน แม้สิ่งที่ BOE ทำจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรงผ่านธนาคารเอกชนตามที่ Richard Werner เคยแนะนำไว้ แต่มันก็กลับไม่ได้กระตุ้นสินเชื่อมากเท่าใดนัก เป็นเพียงแต่ส่งผลต่อกลไกราคาของพันธบัตรที่ทำให้สถาบันการเงินต้องปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอยู่บ้าง แต่ก็นับว่า ไม่ได้เกิดผลอะไรกับเศรษฐกิจอังกฤษแบบที่ BOE คาดหวังอยากให้เป็น

ปี 2014 ธนาคารอังกฤษ หรือ BOE ก็ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบอีกกว่าจำนวน 410 ล้านล้านปอนด์ ทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษมีสัญญาณการฟื้นตัวมาบ้าง แต่อัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตขึ้นเลย เลยเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 0% เท่ากับว่า มาตรการ QE ให้ไม่ได้ผลลัพธ์ได้ตามที่ต้องการไว้

ที่มา: Federal Reserve Bank of St. Louis ภาพนี้แสดงสถิติของ 'Fed Funds Rate' จนถึงมีนาคม 2020 - ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเอกชนใช้เรียกเก็บเมื่อมีการปล่อยกู้เงินทุนสำรองให้แก่ธนาคารเอกชนด้วยกัน

สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ ก็มีการใช้มาตรการ QE เช่นกัน โดยเมื่อสิ้นปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้เริ่มแผน Quantitative Easing ที่เรียกได้ว่าทะเยอทะยานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็ส่งต่อมาถึงยุคของ "โดนัลด์ ทรัมปื" ด้วย มันเป็นการพยายามที่จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก รวมถึงสินเชื่อจำนองที่ไม่มีใครต้องการ เนื่องจากเพิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์มาหมาดๆ ทั้งนี้ ความพยายามของ FED ทำให้มีเงินอัดฉีดกว่า 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปกระจายในระบบเศรษฐกิจตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังจากนั้น

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์จากนักเศรษฐกิจหลายสำนัก แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ยอมรับว่า นี้เป็นมาตรการ QE มาตการเดียวที่ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า มันทำให้เศรษฐกิจคืนชีพขึ้นมาได้ แต่ก็ใช่ว่า หน่วยย่อยในระบบเศรษฐกิจทุกหน่วยจะได้รับการรักษา

QE ของ FED กับ "โคโรนาไวรัส" 2020

การระบาดใหญ่ของไวรัส COVID-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกกลายเป็นอัมพาต ธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งยุโรป, สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, แคนาดา, อังกฤษ ฯลฯ ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ใกล้เข้ามา ทั้งการลดดอกเบี้ยและมาตรการทางการคลังต่างๆ จนสุดท้าย ในวันที่ 15 มีนาคม 2020 ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ "Federal Reserve" ตัดสินใจ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 แน่นอนว่ามี QE อยู่ด้วย เพื่อลดผลกระทบที่ร้ายแรงของโคโรนาไวรัส

มาตรการ QE ในครั้งนี้ยังตามมาด้วยมาตการอื่นๆ ดังนี้

  • ลดดอกเบี้ยอย่างฉับพลันจาก 1-1.25% สู่ระดับ 0-0.25%
  • การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า FED มีแผนจะซื้อตั๋วเงินคลังอีก 5 แสนล้านดอลลาร์ และอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ในตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (Mortgage-Backed Securities: MBS)
  • FED และธนาคารกลางอื่นๆ ได้มีการตกลงกันที่จะลดค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนธุรกรรมอัตราดอกเบี้ย (Swap) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินดอลลาร์สหรัฐให้กับสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นดังที่คาดหวังกันไว้ ตลาดหุ้นยังคงไม่มีเสถียรภาพและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปียังคงลดลง ซึ่งสะท้อนว่า สถาบันการเงินยังเลือกที่จะเก็บเงินไว้กับพันธบัตรเพื่อความปลอดภัยมากกว่า

สำหรับตลาด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เกิดความผันผวนอย่างหนักเช่นกัน ลองสังเกตกราฟราคา EUR/USD ด้านล่างนี้

ที่มา : Admiral Markets MT5, กราฟ EUR/USD ราย 1 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 13 - 16 Mar 2020) - Disclaimer : โปรดทราบว่า สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

ดังที่เราจะเห็นได้จากกราฟ ระหว่างราคาปิดของวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม และราคาเปิดของวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนั้น มีการเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ของราคา หรือที่นักเทรดเรียกกันว่า Gap ซึ่งเกิดจากความผันผวนของตลาด ซึ่งโดยทั่วไปมักจะต้องรอให้ตลาดกลับสู่สภาวะปกติหรือมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนก่อน การเกิด Gap จึงเป็นเหมือนสัญญาณเกิดถึงสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ

ถึงกระนั้น หากคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับผันผวนในตลาดได้เป็นอย่างดี คุณก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด Forex ที่เพิ่มมากขึ้น เริ่มทำการเทรดได้แล้ววันนี้กับแพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัยที่สุดจาก MetaTrader ฟรี! เพียงคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

QE ของธนาคารกลางยุโรป : ECB 2015

ในปี 2015 ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้เริ่มมาตการ QE ในแบบของตัวเองอีกเช่นกัน เป้าหมายในครั้งนี้เพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเหมือนที่ประเทศอื่นๆ ทำ แต่ปริมาณเงินในการทำ QE ของ ECB ถือว่า "ปานกลาง" แม้จะเป็นเงินในระดับล้านล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่า เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจตัวเอง

วิธีคิดของ ECB ค่อนข้างคล้ายกับธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยมาตรการ QE ของ ECB จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน, หนี้สาธารณะ (พันธบัตรรัฐบาล) ของประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน รวมถึงสินทรัพย์ของหน่วยงานและสถาบันการเงินต่างๆ

QE ส่งผลต่อค่าเงิน Forex อย่างไร

มาตรการ QE มักจะให้ผลลัพธ์ที่น่าสังเกตได้ 2 ประการในตลาด Forex ดังนี้ คือ

  • ค่าเงินอ่อนค่าลงทันที ซึ่งมักจะรวดเร็วและรุนแรง
  • อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ราคาจะย้อนกลับมาที่เดิม

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประกาศมาตรการ QE? ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีจะทำให้เกิดการไหลเวียนของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้สกุลเงินของประเทศที่ทำมาตรการ QE อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจคาดการณ์ได้ยากยิ่ง ยกตัวอย่างจากกรณีของ ECB ที่ประกาศทำให้ EUR/USD ร่วงลงมากกว่า 500 pips ภายในเวลา 2 วัน แต่หลังจากนั้น อยากให้ลองสังเกตกราฟที่เกิดขึ้นจริงๆ ดังภาพด้านล่าง

ที่มา : Admiral Markets MT5, กราฟ EUR/USD ราย Day (ตั้งแต่ Dec 2015 - Oct 2015) - Disclaimer : โปรดทราบว่า สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

ที่มา : Admiral Markets MT5, กราฟ GBP/USD ราย Weekly (ตั้งแต่ Mar 2008 - Dec 2009) - Disclaimer : โปรดทราบว่า สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

BOE ประกาศมาตรการ QE ในเดือนมีนาคม 2009 คู่สกุลเงิน GBP/USD ปรับตัวลดลงกว่า 600 Pips ใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็กลับมาบริเวณเดิม ณ ราคาที่มีการประกาศมาตรการ QE

กรณีของสหรัฐฯ ที่ประกาศ Quantitative Easing ในเดือนธันวาคม 2008 ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้ EUR/USD ปรับตัวขึ้นกว่า 2,000 Pips แต่สุดท้ายแล้ว ราคาก็กลับมาที่เดิมใน และเคลื่อนเป็นกรอบอยู่บริเวณเป็นเดือนๆ

ที่มา : Admiral Markets MT5, กราฟ EUR/USD ราย Day (ตั้งแต่ Nov 2008 - Mar 2009) - Disclaimer : โปรดทราบว่า สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

ใช้งาน MetaTrader 5 และเปิดบัญชีทดลองฟรี!

  • เปิดบัญชี Demo ได้ฟรี และเปิดใหม่ได้เรื่อย ๆ หากบัญชีหมดอายุ
  • เทรดตลาด Commodity สำคัญ ๆ ได้ครบทุกตัว ทองคำ, น้ำมัน, แร่ธรรมชาติ ฯลฯ
  • ฝึกลงทุนแบบนักลงทุน VI ด้วยพันธบัตรและกองทุน ETF ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น ARK, iShare, SPDR

การเปิดบัญชีกับ Admiral Markets นั้นสะดวกรวดเร็วมาก ๆ คุณเพียงกรอกแค่ชื่อกับอีเมลเท่านั้น คุณก็จะได้รับอีเมลรหัสสำหรับการเข้าเทรด และลิงค์สำหรับดาวน์โหลดโปรแกรมเทรด คลิกเปิดบัญชีที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ได้เลย

ข้อมูลเกี่ยวกับสื่อการวิเคราะห์:

สื่อ, สารสนเทศที่ได้นำเสนอมีรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ การประเมินผลลัพธ์ การคาดการณ์และการพยากรณ์รายเดือนหรือรายสัปดาห์ รวมถึงข้อมูลอื่นใดที่มีลักษณะของข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน (ต่อไปจะเรียกว่า "การวิเคราะห์") ซึ่งได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Aglobe Investments Ltd. ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โปรดศึกษาและพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. นี่คือการสื่อสารทางการตลาด การวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ไปนั้น มีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำทางด้านการลงทุน ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน (Independence of Investment Research) และไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใด ๆ ในการจัดการก่อนการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน
  2. การตัดสินใจลงทุนใดๆ ของลูกค้า เป็นการตัดสินใจแต่โดยลำพังของลูกค้าเอง ซึ่ง Aglobe Investments Ltd.จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นผลจาก "การวิเคราะห์" หรือไม่ก็ตาม
  3. ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าของเราและความเที่ยงธรรมของการวิเคราะห์ Aglobe Investments Ltd ได้กำหนดกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องสำหรับการป้องกันและจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  4. การวิเคราะห์จัดทำโดยนักวิเคราะห์อิสระ (นักวิเคราะห์) (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "ผู้เขียน") เนื้อหาเป็นไปตามการประมาณการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขา
  5. ในขณะที่ใช้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผลเพื่อให้แน่ใจว่า แหล่งที่มาของเนื้อหาทั้งหมดมีความน่าเชื่อถือและมีการนำเสนอข้อมูลทั้งหมดในลักษณะที่เข้าใจได้ทันเวลา แม่นยำและครบถ้วนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม Aglobe Investments Ltd ไม่รับประกันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของ ข้อมูลใด ๆ ที่อยู่ในการวิเคราะห์
  6. ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหรือแบบจำลองใด ๆ ในอดีตของเครื่องมือทางการเงินที่ระบุไว้ในเนื้อหา ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการรับประกันโดยชัดแจ้งหรือโดยนัยโดย Aglobe Investments Ltd สำหรับผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นในอนาคต มูลค่าของตราสารทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นและลดลง ไม่มีการรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับมูลค่าสินทรัพย์ทั้งสิ้น
  7. ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ (รวมถึงสัญญาสำหรับความแตกต่าง; CFD) เป็นลักษณะของการเก็งกำไรและอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียหรือกำไร ก่อนที่คุณจะเริ่มการซื้อขายโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้
Admiral Markets อวตาร
Admiral Markets โซลูชันแบบครบวงจรเพื่อการชำระเงิน การลงทุนและการบริหารจัดการเงินของคุณ

Admiral Markets เป็นมากกว่าโบรกเกอร์ เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ให้บริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย เราทำให้คุณเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินส่วนบุคคลจากโซลูชันแบบครบวงจรเพื่อการลงทุน การใช้จ่ายและการบริหารจัดการเงิน